หลังจากซีซั่นที่แล้วอู้ขี้เกียจเขียนไป มาซีซั่นนี้ไอ้ครั้นจะอู้อีก ก็คงจะได้เลิกเขียน An Unbiased Review ถาวรเป็นแน่แท้ พอคิดได้ดังนั้นจึงพยายามเข็นออกมาให้เสร็จ แม้ว่าจะล่าช้าไปบ้างจนบางเรื่องมันฉายตอน 5 ไปแล้ว แต่บางเรื่องมันก็ยังตอน 1 อยู่ ดังนั้นผมก็คิดเองเออเองว่ามันยังเซพอยู่ละกัน
เนื้อที่โฆษณา Fanboi.ch

บางคนคงจะจำได้ สักสองสามปีก่อนผมเคยช่วยโปรโมทเว็บบอร์ดแนวไร้ตัวตนแห่งนึง แต่ภายหลังก็แอบปิดตัวไปเงียบๆ ทำเอาหลายๆคนค้างคาใจ ในวันนี้เค้ากลับมาแล้วกับ
Fanboi Channel !? (อ่านว่าแฟนบอยแชนเนล) เว็บบอร์ดที่ไม่สนว่าคุณเป็นใคร เหมาะแก่การใส่ไฟแทงข้างหลังเหยียดหยามประนามและถกเถียงโดยไร้ซึ่งอัตตาเป็นอย่างยิ่ง เขียนมากไปเดี๋ยวไม่อ่านกัน สั้นๆมันคือ 2ch ของไทย
(ที่หน้าตาดีกว่ามาก) รายละเอียดและข้อสงสัยไปอ่านต่อ
ที่นี่ ละกัน ส่วน URL ก็:
http://fanboi.ch/ ไปเล่นกันเยอะๆนะจ๊ะไม่ต้องอาย
(หัวเราะ) ส่วนสรุปความประทับใจของซีซั่นที่แล้วก็อ่าน
ได้ที่นี่ เกณฑ์การให้คะแนน เต็มร้อยคะแนน ดูไม่จบก็ F ได้ 0 คะแนนไป เพิ่มโน้ททิ้งท้ายเป็น Pros and Cons (ข้อดีและข้อด้อย) ให้จับใจความง่ายๆสำหรับคนขี้เกียจอ่าน งวดนี้เรียงจากห่วยไปหาดีเหมือนเดิม
• ดอกไม้ในมือมาร 
ไม่อยากเขียนถึงมากนัก เพราะคิดว่าหลายๆคนคงจะรู้ดีถึงศักยภาพของอนิเมเรื่องนี้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อาคุโนะฮานะ เป็นอนิเมตอนแรกที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในซีซั่น สุดยอดในบางความหมาย ในแง่ตัวบท/เรื่องแล้วมันไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากมังงะ (ผมเคยอ่านเวอร์ชั่นมังงะอยู่ก่อนแล้ว แม้จะไม่ได้ชอบอะไรเป็นพิเศษ แต่ก็ถือว่าเป็นการ์ตูนที่มีพลัง และมีหลายๆฉากที่ประทับใจ) ข้อเสียของเรื่องนี้จริงๆก็มีแค่สองอย่าง อย่างแรกคือเทคนิคภาพที่ใช้วิธี
โรโตสโคปจากภาพวิดีโอที่คนจริงแสดง กับ เพลงปิดที่เหี้ยจนทำให้เพลงของมิคุเป็นดั่งเสียงจากสวรรค์ นอกนั้นมันก็ปกติดี ผมไม่ค่อยเข้าใจว่าทั้งคนเขียนและสตูดิโอต้องการอะไรถึงได้ทำแบบนี้ ที่แน่ๆคือมันจะขายไม่ได้ และถ้าผลตอบรับในรูปแบบนี้เป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการ...คุณก็จะได้เป็นตำนานไปอีกนานเท่านาน
Pros: เอ่อ.....สำหรับผู้อยากศึกษาเรื่องเทคนิคโรโตสโคป?
Cons: สไตล์ไม่เข้ากับการนำเสนอจนดูหลอน, เพลงปิดที่เหนือชั้นกว่ามิคุห้าล้านเท่า
0/100 คะแนน
• Sparrow's Hotel

งานห่วยมาก มุกตลกก็พอขำอยู่ แต่งานห่วยมาก ห่วยจริงๆ ไม่ใช่ห่วยเพราะทุนต่ำด้วย มันห่วยจริงๆ ข้อดีของเรื่องนี้มีอย่างเดียวคือมันสั้น เลยไม่ต้องทนทรมานดูมันเท่าไหร่
Pros: สั้น
Cons: คุณภาพต่ำมาก
0/100 คะแนน
• สายเลือดล่าสังหาร

เคยซื้อมังงะมาอ่านเพราะหน้าปกแปลกดีแต่ไม่ถูกใจ รู้สึกไม่สนุกไม่มีอารมณ์ร่วม อนิเมเหมือนมังงะเด๊ะ พระเอกเฟติชคลั่งใคล้เส้นผม เดินเรื่องอืดอาด ธีมของมีคมก็ไม่น่าสนใจ ไม่มีน้ำหนัก งานก็ธรรมดาๆ
Pros: ....คิดไม่ออกจริงๆ
Cons: อืดอาด, หน้าตาตลก, เฟติช
0/100 คะแนน
[-F-LINE-] • Majestic Prince

ซีซั่นนี้มีโรบอทอนิเมสามเรื่อง จากที่ได้ดูทั้งสามเรื่อง Majestic Prince ดูจะน่าสนใจน้อยที่สุดแล้ว สิ่งสะดุดตาอย่างแรกก็คือคาแรกเตอร์ดีไซน์ของ ฮิราอิ ฮิซาชิ (กันดัมซี๊ด/ฟาฟเนอร์) ก็เลยคาดหวังว่าจะได้เห็นเนื้อเรื่องที่จริงจัง บิวด์อารมณ์ ดราม่าน้ำตาร่วง แต่พอดูของจริงก็แปลกๆไงไม่รู้ เป็นโรบอทอนิเมแบบกึ่งตลก อารมณ์เหมือนโรบอทอนิเมยุค 90 ที่จับกลุ่มเด็กประถม-มัธยมต้น หลายๆฉากที่น่าจะซีเรียสก็กลับไม่ซีเรียส หุ่นดีไซน์สวยออกแนวเว่อๆลิเกๆหน่อย ดูมีประสิทธิภาพสูงเกินกว่าจะให้กลุ่มนักบินหน้าใหม่มาขับมาก ฉากแอ็คชั่นทำได้เร้าใจ แต่ขาดความน่าติดตามเพราะบรรยากาศที่ไม่หนักแน่นของเรื่อง
เรื่องแปลกก็คือในตอน 2 ซึ่งมี OP และ ED แล้ว อารมณ์ของ OP นั้นต่างจากในเรื่องมาก มันดูจริงจังทั้งภาพและเพลง ดูไม่เหมือนเป็นอนิเมตลกหุ่นยนต์เลย ก็เลยยังสงสัยว่าตกลงมันจะไปซีเรียสเอาตอนหลังๆหรือเปล่า
Pros: หุ่นดีไซน์สวย, ฉากแอ็คชั่นเร้าใจ
Cons: ความไม่หนักแน่นของเนื้อเรื่อง, มุกตลกตกยุค
10/100 คะแนน
• Yuyushiki 
อนิเมแนวสาวน้อยตบมุกฝืดมั่งไม่ฝืดมั่ง เปรียบเทียบให้เห็นภาพก็คือ ให้เอาเคองวางไว้ตรงนี้ แล้วเขวี้ยงนิจิโจออกไปสักสามเมตร (จะวางนิจิโจไว้แล้วเขี้ยงเคองแทนก็ได้ ถ้าหากทำแบบนั้นแล้วมีความสุขมากกว่า) จากนั้นก็เดินตรงไปทางนิจิโจสัก 1.5 เมตร แล้วหยุด ณ จุดที่หยุดก็คือ Yuyushiki นั่นหล่ะ (ภาพประกอบ)
เคอง---------(1.5m)-----------------Yuyushiki-----------(1.5m)-------------นิจิโจ ดูทีแรกก็รู้สึกว่าตัวละครดีไซน์ได้น่ารักดี ดูเชยนิดหน่อยแต่ก็ไม่มาก แต่ด้วยความที่มุกมันฝืดๆ ขำมั่งไม่ขำมั่ง ถ้ายาวสัก 15 นาทีก็ยังพอรับได้ แต่นี่ดูต่อเนื่องกันนานๆแล้วชักจะเบื่อ แถมที่คาใจที่สุดก็คือเวลายูคาริ(ผมยาว)ยิ้ม ตาจะเป็น ^_^ แบบนี้ แล้วตรง ^ ^ มันจะดูเหมือนเป็นคิ้วแทน เพราะว่ามันอยู่สูงขึ้นไปตรงหน้าผาก พอมองแล้วจะกลายเป็นเป็นคนมีแต่คิ้ว ไม่มีลูกกะตา เวลายูคาริโผล่มาผมก็เลยจ้องแต่ตา(หรือคิ้ว)จนไม่ได้สนใจมุกตลกไปเลย...
Pros: งานอนิเมชั่นดี, มุกที่ตลก
Cons: คิ้วของยูคาริ, มุกที่ไม่ตลก
22/100 คะแนน
• My Little Pony: โทโมดาฉิวะมาโฮ

ก็ได้ยินคำร่ำลือถึงการ์ตูนเรื่องนี้มานานแล้ว ว่ามันเป็นการ์ตูนฝรั่งที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็ก(ผู้หญิงด้วยซ้ำ)แต่กลับไปจับได้กลุ่มชายวัยรุ่นตอนปลาย-วัยผู้ใหญ่มาเยอะมาก แถมยังชอบแบบว่าชอบจริงๆนะ มันอินในหัวใจ เฟรนชิพอีสเมจิค! อะไรทำนองนั้นเลย คล้ายๆกับพรีเคียวภาคหลังๆของญี่ปุ่นที่ไปจับกลุ่มโอตาคุได้เยอะจนตอนฉายภาคหนังโรงต้องเป็นห่วงสวัสดิภาพของเด็กๆที่ไปดูกัน และในเวอร์ชั่นภาษาญี่ปุ่นของ My Little Pony ยังได้ซาวาชิโระมิยูกิและแก๊งค์มิลกี้โฮมล์มาพากย์เสียงอีกด้วย ลองซะหน่อยน่าให้มันรู้ว่าเป็นยังไง!
ผมไม่เคยดูต้นฉบับเสียงอังกฤษมาก่อน เจอเพลงเปิดเข้าไปก็แหม..มันช่างลงตัวเสียจริง แถมเสียงซาวาชิโระที่คุ้นเคยก็ทำให้รู้สึกสนิทสนมกับโทไวไล้โต้สึป๊าคุรุได้อย่างง่ายดาย และเพราะซาวาชิโระรับงานเยอะมาก พอมาดูโพนี่ก็เลยเห็นภาพทับซ้อนแปลกๆในหัว เช่นเห็นโพนี่เป็นฮาคาเสะ(เทมเปส)หรือโมโมฮิเมะ(มุรามาสะ)เป็นพักๆ เนื้อเรื่องก็สไตล์อนิเมเด็กน่ะนะ ดูง่ายๆ สบายๆ ตอนแรกนี่สงสารไนท์แมร์มูนที่โดนยัดเยียดบทตัวร้าย ไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย แล้วก็สงสัยว่าทำไมโพนี่เป็นยูนิคอร์นแต่กลับนั่งรถม้าเทียมเปกาซัส แล้วเปกาซัสยังร้องฮี้ๆเหมือนม้าปกติด้วย เหยียดชาติพันธุ์หรือเปล่าเนี่ย แล้วก็....สารภาพว่า...ผมรู้สึกว่าแฟลทเตอร์ชายมันน่ารักไปแว๊บนึงเหมือนกัน แว๊บนึง...แว๊บเดียวจริงๆนะ! อนาคตผมจะเป็น Brony มั้ยเนี่ย....
Pros: ซาวาชิโระ มิยูคิจี้, แฟลทเตอร์ชาย
Cons: เด็กไปหน่อย
33/100 คะแนน
• Hataraku Maou-Sama

ตำแหน่งจอมมาร(มาโอ)นี่มีได้ทุกซีซั่นไม่ซ้ำแบบจริงๆ งวดนี้มาเป็นแนวขำขัน เปิดเรื่องด้วยฉากแฟนตาซีซีเรียสแล้วหักมุมมาเป็นอนิเมตลกแนวผิดกาละเทศะ (เอาจอมมารมาทำงานร้านแมกโรนัลด์) วิธีเปิดเรื่องด้วยการหักมุมเยอะๆก็เรียกความสนใจได้ แม้ว่าจะเริ่มเก่าๆซ้ำๆไปบ้างแล้ว งานครึ่งหลังก็เรียบร้อยดีไม่ขี้ริ้ว มุกตลกพออมยิ้มดูได้เพลินๆ ผู้กล้าก็น่ารักดี ได้ดูตอนสองไปด้วย พอเข้าเรื่องหลักการ์ตูนตลกทั้งตอนก็สนุกขึ้น จังหวะปล่อยมุกก็ทำได้ลื่นไหลกลมกลืน ถือว่าทำออกมาได้ดีในสิ่งที่ควรจะทำ เรื่องนี้มี LC ในไทยด้วย แต่กว่าจะออกขายจริงคงอีกนาน
Pros: ตลกลื่นกว่าที่คิด
Cons: พระเอกเปลี่ยนบุคลิกไวจัง
35/100 คะแนน
• Date A live

อนิเมที่ตอนแรกมุ่งหวังตอบโจทย์ความต้องการพื้นฐานของโอตาคุทุกข้อ น้องสาวทวินเทลเซ็ตไตเรียวอิคิมาปลุกด้วยแพนตี้ช๊อต แน่นอนว่าทุกครั้งที่กระโปรงเปิดก็จะซูมให้เห็นกันชัดๆ เพื่อนร่วมห้องสาวเงียบหน้าตาดี สาวปริศนาจากต่างโลกมีพลังเหนือธรรมชาติปรากฏกายแล้วเอาดาบชี้หน้า กองกำลังขาอ่อนลอยฟ้ายิงมิไซล์ได้ เพื่อนร่วมห้องกลายเป็นนักสู้ น้องสาวกลายเป็นผบ. แพทเทอร์นสนองตัณหา แถมกลัวจะสนองไม่ตรงจุดก็เลยเล่นซะทุกจุดไปเลย บอกตรงๆเลยถ้าผมไม่ได้ดูตอน 2 ผมจะให้ 0 คะแนนไปแล้ว
ยอมรับว่าออกจะขี้โกงกับเรื่องอื่นหน่อยที่ดูไปถึงสองตอน ในตอนที่สองนี่เองก็เริ่มเข้าใจถึงคอนเซ็ปของเรื่องที่ใช้สภาพแวดล้อมอันคุ้นเคยของโอตาคุมาผสมกับแอ็คชั่นอนิเม ตัวเอกจะต้องจีบผู้บุกรุกให้ได้ด้วยวิธีเหมือนตอนเล่นเกมจำลองรัก เลือกคำตอบที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มความชอบ เซ็ตติ้งพื้นฐานความต้องการของโอตาคุในตอนแรกนั้นเป็นการปูพื้นให้คอนเซ็ปของเรื่องที่ล้อเลียนสภาพแวดล้อมของเกมจำลองรัก พอนำทั้งสองอย่างเข้ามารวมกันก็ทำได้ลงตัวกว่าที่คิด แทรกมุกนิดๆหน่อยๆสนุกดี ถึงแม้จะไม่อยากยอมรับเท่าไหร่ แต่ผมนั้นสามารถเข้าใจมุกในเรื่องได้เป็นอย่างดี orz...
Pros: เอาเกมมาดัดแปลงได้ลงตัวดี
Cons: คิโม่ย! คิโมจิหว่ารุ่ย!
38/100 คะแนน
Episode 1 Episode 2
• Attack on Titan

เท่าๆที่สังเกตดูตามเว็บบอร์ดต่างๆ Attack on Titan เป็นเรื่องที่มีคนไทยจับตามองมากที่สุดในซีซั่นนี้ด้วยเหตุผลหลายๆข้อ อย่างเช่น 1)ต้นฉบับเป็นมังงะที่มีในไทย 2)เนื้อเรื่องจริงจังและมีพลัง 3)แสดงออกว่าชอบได้โดยไม่ต้องอับอาย 4)แถมยังดูฉลาดนิดๆเสียด้วย ฯลฯ ก็แล้วแต่จะชอบกันไป ผมดูเรื่องนี้ด้วยมุมมองของคนที่อ่านมังงะมาแล้ว(เท่าที่ออกในไทย) ผมชอบมังงะเรื่องนี้ตรงลายเส้นที่ดิบเถื่อน เนื้อเรื่องที่เข้มข้น และบั้นท้ายของมิคาสะ (ซิกส์แพ็คไม่เกี่ยว) อนิเมทำออกมาได้คุณภาพสูงมาก ลายเส้นของตัวละครก็พยายามทำให้ดูเข้มข้นมีพลัง แต่ด้วยความเป็นอนิเมชั่นสายหลัก ความดิบเถื่อนก็ต้องลดทอนลงไป
ถ้าพูดตรงๆก็คืออนิเมทำออกมาได้ดีทุกอย่างตามต้นฉบับ แต่ข้อเสียก็คือความทื่อที่ตรงตามต้นฉบับจนเกินไปนั่นหล่ะ เล่าเรื่องค่อนข้างอืดอาด (เพราะยาวตั้ง 24 ตอน) ความดิบของลายเส้นก็สูญเสียไปเพื่อแลกกับคุณภาพอนิเมชั่นระดับสูง มันทำให้เกิดความรู้สึก "เนี๊ยบ" มากเกินไป มันดูสะอาดสะอ้าน สว่างเจิดจ้าจนทำลายบรรยากาศหม่นมองสิ้นหวังที่เป็นธีมหลักของเรื่อง ยักษ์ตัวเมือกๆเลอะเทอะเปรอะเปื้อนก็แลดูชัดเจนเห็นผิวสีเลือดฝาดและเส้นเลือดฝอย ฉากต่อสู้ที่ดิบเถื่อนและมีพลังก็กลายเป็นท่ากระโดดหมุนตัวเท่ๆราวกับนักร้องเกาหลีบนเวที ความสิ้นหวังเวลายักษ์บุกเข้ามากลายเป็นความสะใจในภาพวินาศสันตะโร ถามว่าทำได้ดีมั้ย ก็คงต้องตอบว่าดี แต่ถ้าถามว่าชอบมั้ยมันก็ขัดใจอยู่ อยากเห็นฉากแอ็คชั่นที่ใช้พลังของอนิเมเตอร์สื่อพลังของลายเส้น มากกว่าใช้ความเนี้ยบและเทคนิคสมัยใหม่จนทำให้สูญเสียพลังของเรื่องไป
Pros: เพลงเปิดมันส์, งานเนี๊ยบ, ไลน์บุฟเฟท์
Cons: ความดิบเถื่อนลดลง, เดินเรื่องช้า
42/100 คะแนน
• Valvrave the Liberator

โรบอทอนิเมเรื่องใหม่ของซันไรส์ที่ดูจะลงทุนเยอะและคาดหวังความสำเร็จไว้มาก คุณภาพอนิเมชั่นระดับสูง เมคานิคดีไซน์ที่สวยงามขายได้(และขายได้ในความหมายตรงตามตัวอักษรจริงๆ) บทที่กระชับตื่นเต้นรวดเร็วแม้จะเป็นตอนแรก ที่สำคัญคือเน้นความน่าติดตามด้วยการจบตอนอย่างปริศนา ขับให้ Valvrave เป็นอนิเมที่ดูมีอนาคตสดใสทีเดียว
Valvrave ตอบโจทย์ของโรบอทอนิเมสมัยใหม่ได้ดี คาแรคเตอร์นางเอกก็สามารถทำให้ประทับใจได้ในเวลาสั้นๆ (แล้วก็ถีบทิ้งให้คนดูหงุดหงิดสร้างกระแส) เดินเรื่องรวดเร็ว มีความรุนแรงแฝงพอสมควรเพื่อจับกลุ่มเป้าหมายระดับสูงขึ้น อาจจะมีข้อเสียเรื่องตัวละครเยอะจนแทบจำไม่ได้ อย่างไรก็ตามถ้าประเมินว่าต้องประสบความสำเร็จแล้ว คงหลีกเลี่ยงการยกเรื่องโค้ดเกียสมาเปรียบเทียบไม่ได้ เนื่องจากมีองค์ประกอบคล้ายกันหลายอย่าง (สตูดิโอ คนเขียนบท หุ่นยนต์) ถามว่า Valvrave ยังขาดอะไรอยู่ถ้าเทียบกับความสำเร็จของโค้ดเกียส ก็คงเป็นเอกลักษณ์กับคาแรคเตอร์ตัวเอก ซึ่งเป็นปัญหาเดียวกับที่ Guilty Crown เคยเจอเสียด้วย
หากไม่มองในแง่รายละเอียดยิบย่อยแล้ว โครงเรื่องตอนแรกก็มีอยู่แค่กลุ่มก่อการร้ายจะขโมยหุ่น แล้วพระเอกบังเอิญได้ไปขับแถมยังชนะเสียด้วย ซึ่งเป็นรูปแบบมหาพื้นฐานของโรบอทอนิเมที่ซ้ำซากไม่รู้กี่ครั้งแล้ว คาแรคเตอร์ตัวเอกก็เป็นเด็กผู้ชายธรรมดาๆ ไม่มีอะไรชัดเจน และหลายๆอย่างยังดู "ยัดเยียด" สูตรเพื่อให้มั่นใจว่าจะประสบความสำเร็จจนอนิเมดูไม่มีอะไรโดดเด่น เหมือนหยิบโน่นยำนี่ที่เจ๋งๆหลายอย่างมารวมกัน แต่ยังไม่เห็นว่ามีอะไรที่เจ๋งได้ด้วยตัวเอง พล๊อทซอมบี้+โรบอทอนิเม เอาเข้าจริงมันจะเป็นไงก็ไม่รู้ ถึงยังไง Valvrave ก็เป็นเรื่องที่ถูกประเมินว่าคุณภาพสูงในแทบทุกด้าน และก็อยู่ในระดับที่สนุกใช้ได้ การจะติดตามดูก็ไม่เสียหายอะไร
Pros: หุ่นเท่
(เพราะขายได้?), เรื่องกระชับวางปมเร็ว
Cons: ยัดเยียดสูตรสำเร็จมากเกินไป, กลัวที่จะพลาดจนเสียเอกลักษณ์
55/100 คะแนน
• Devil Survivor 2

อนิเมที่มีชื่อเรื่องว่าภาคสอง แต่ก็ไม่เคยมีภาคแรกเป็นอนิเมซะหน่อยอย่าง Devil Survivor 2 นั้นสร้างจากเกมที่แตกยอดมาจากซีรี่ส์เมงามิเทนเซย์เหมือนกับ Persona แต่ธีมเรื่องและบรรยากาศจะไม่เหมือนกัน (อันที่จริงต้องบอกว่า DS2 นั้นแตกมาจากมาจินเทนเซย์มากกว่า แต่ชื่อนี้คงจะถูกลืมไปหมดแล้ว) DS2 จะออกไปทางอึมครึม หดหู่ ดิ้นรนจนตรอกเอาชีวิตรอด ตอนแรกนั้นงานออกมาค่อนข้างดี คาแรคเตอร์ดีไซน์ของยาสึดะก็นะ...ตัวละครหญิงนี่เอานมชี้หน้ากันได้เลย การประยุกต์ระบบเรียกอสูรเข้ากับโทรศัพท์เป็นเรื่องง่ายๆแต่ก็ดูลงตัวดี ตอนแรกก็มีปมแปลกๆก็คือพระเอกเรียกเบี๊ยกโกะออกมาได้ ซึ่งถ้าใครเล่นเกมจะรู้ว่าป๋าเบี๊ยกโกะนี่เลเวลไม่น้อยเลย ก็เลยสงสัยกันว่าไอ้พระเอกมันเล่นจบไปรอบแล้วหรือเปล่า นี่เป็น Newgame+ รอบสอง(หรือมากกว่านั้น) แต่ตัวพระเอกก็ยังจำอะไรไม่ได้ซะงั้น รวมๆแล้วถ้าไม่คาดหวังอะไรก็ดูได้สนุกเลยทีเดียว
Pros: หน้าอกสู้คน, เมงามิเทนเซย์
Cons: รวมๆแล้วจืด, กลุ่มตัวละครหลักดูไม่มีอะไรน่าติดตาม
57/100 คะแนน
• RDG

ผมนั้นเป็นแฟน P.A.Works อยู่เป็นทุนเดิม ก็เลยคาดหวังอะไรอะไรพอสมควรสำหรับ RDG นี้ แม้ว่าหลังจากดูเทรลเลอร์แล้วรู้สึกว่าบรรยากาศมันจะดูซ้ำซากๆชอบกล อนิเมส่งเสริมการท่องเที่ยวอีกแล้วเหรอ แถมลายเส้นก็เหมือนๆเดิม แต่พอดูของจริงจบผมก็ต้องสับสน...ว่านี่มันอนิเมอะไรวะ
ผมประหลาดใจพอสมควรกับฟี้ดแบ็คของ RDG ในเว็บบอร์ดไทยที่ค่อนข้างจะสวนกระแสกับความคิดของผม เพราะส่วนมากจะมองกันที่ภายนอกแค่นางเอกใส่แว่น(เทพศาสตรา?)และพระเอกซึนเดเระ(อีกหนึ่งเทพศาสตรา?) แน่นอนว่าผมไม่เคยอ่านนิยาย สิ่งที่ผมรู้สึกเป็นอย่างแรกหลังจากดูก็คือ พวกมึงคุยอะไรกันวะ? มาถึงก็ง้องแง้งๆ มาถึงก็เหวี่ยงๆ แล้วก็คุยวิดีโอโฟนใต้ทะเลโชว์....พวกมึงทำอะไรกันวะ กูยังไม่รู้เรื่องห่าอะไรเลย พวกมึงจะเหวี่ยงจะดราม่ากัน ก็บอกกูก่อนสิวะว่าเรื่องอะไร แล้วตกลงมันเรื่องแนวไหน สคูลไลฟ์ไปวันๆ? บอยมีทเกิร์ล? ผีในโรงเรียน? พลังเหนือธรรมชาติ? ดูจบตอนแรกไปก็มึนๆว่าจะเอายังไงดีเนี่ย มันจะสนุกหรือไม่สนุกก็ไม่รู้จะอธิบายยังไง แต่ที่แน่ๆคือมันต้องขายไม่ออก
RDG เป็นอนิเมที่มีตัวเอกเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียว และทั้งเรื่องก็มีตัวละครหญิงเพียงคนเดียว เดินเรื่องทั้งหมดผ่านมุมมองของสาวแว่นแดงผมเปียผู้มีนิสัยน่ารำคาญ และได้พบเจอหนุ่มๆในฮาเรมมากหน้าหลายตาทั้งที่เป็นคนและไม่ใช่คน ปัญหาสำคัญของ RDG คือการเล่าเรื่อง ผมไม่รู้จะอธิบายยังไง มันคล้ายๆหยิบหนังสือเล่ม 3 มาอ่านโดยไม่อ่านเล่ม 1 และ 2 แถมพออ่านๆไป ก็ปรากฏว่าหนังสือข้างมันใส่ปกผิดเรื่องอีก จังหวะการเล่าเรื่องมันค่อนข้างพิลึกๆ บางอารมณ์มันก็รู้สึกเหมือนละครไทยน้ำเน่าๆ พระ-นางต้องเกลียดกันก่อน นางเอกก็โคตรจะน่ารำคาญอย่างยิ่ง พระเอกก็อะไรของมึง (อย่างนี้ไม่ใช่ซึนเดเระนะครับ อย่างนี้มันเรียกส้นตีน) แต่แล้วหลังจากใคร่ครวญดูว่า RDG มันสนุกหรือไม่สนุกกันแน่ ผมก็บังเกิดความคิด(ตรัสรู้!?)ว่าการที่เรารำคาญหงุดหงิดคุณนางเอกแว่นแดงผู้อ้ำๆอึ้งๆยึกๆยักๆจากสุดหัวใจแล้วนั่นหล่ะคือวิธีดูอนิเมเรื่องนี้ที่ถูกต้อง.... เหตุนี้เองเลยทำให้มุมมองต่ออนิเมเรื่องนี้ มีความเป็นไปได้กว้างไกลอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน...อูราห์
Pros: นางเอกโคตรน่ารำคาญ, หนุ่มเหวี่ยงกับสาวแว่นและคุณพ่ออิเคเมง, ความรู้สึกครึ่งๆกลางๆ
Cons: นางเอกโคตรน่ารำคาญ, ตัวละครหญิงน้อย
60/100 คะแนน
• อาอิอุระ

การ์ตูนสั้นที่มี OP ล้อสตีฟจ๊อบแบบทำไมก็ไม่รู้ อารมณ์แบบว่าล้อเพื่อเรียกเรทติ้ง ถ้า OP เป็นอันนี้ตลอดจะรู้สึกแย่มาก พอเข้าตัวอนิเมหลักกลับทำได้น่ารัก ภาพสวย ฉากหลังสไตล์ภาพวาดเย็นๆ ตัวละครก็ท่าทางน่ารักน่ากิน (ขาอ่อนน่าอร่อยมาก) แต่ยังไม่ทันจะเข้าเรื่องก็จบซะแล้ว... สั้นไปนะ สิ่งที่ทำให้อาอิอุระได้คะแนนสูงก็คือมันจบลงในเวลาที่เรายังรู้สึกดีอยู่ ไม่รู้ว่าเข้าเรื่องจริงๆจะสามารถคงความรู้สึกนี้อยู่ได้มั้ย
Pros: อยากกินเด็ก, บรรยากาศสวย
Cons: สั้น, จ๊อบส์
62/100 คะแนน
• Photokano

Photokano เป็นอนิเมที่ผมคาดหวังว่ามันจะถูกใจมากที่สุดในซีซั่น นอกจากเหตุผลหลักที่ว่านางเอกเกือบครึ่งใส่ถุงน่องแล้ว เรื่องนี้ยังเป็นกึ่งๆซีรี่ส์เดียวกับอามางามิกับคิมิคิสที่ผมชื่นชอบอีกด้วย แถมอนิเมชั่นยังทำโดย MadHouse ที่ปกติไม่ค่อยได้ทำอนิเมแบบนี้เท่าไหร่ แน่นอนว่าโฟโตคาโนสร้างจากเกมจีบสาว ถ้าไม่แบ่งเป็นคนๆเหมือนอามางามิไปเลย ก็จะต้องเดินเรื่องแบบฮาเรม ตัวเอกพบเจอกับหญิงสาวมากมายแล้วสร้างความสนิทสนมหมู่เพื่อที่ตอนจบจะเลือกมา 1 คน (แล้วก็จะเกิดแฟนอวยคนโน้นคนนี้มาตบตีฆ่าฟันกันอย่างน่าเบื่อ) อนิเมจากเกมจีบสาวมันแย่งผู้ชายกันไม่มันส์หรอกน่า มันกั๊กบทแจกอยู่แล้ว จากโจเซย์สิโจเซย์ แน่นอนกว่า...
(แต่มันไม่มีอนิเมจากโจเซย์นี่น่ะสิ) ผมดูเรื่อง Photokano โดยประสบการณ์จากการเล่นเกมนี้เป็นศูนย์ ต่างจากอามางามิหรือคิมิคิสที่ผมรู้อยู่แล้วว่าเนื้อเรื่องคร่าวๆจะเป็นอย่างไร ตัวละครแต่ละคนมีประวัติยังไง สิ่งที่ผมค้นพบ(และผิดหวัง?)ก็คือเรื่องโฟโตคาโนนั้นมีเนื้อหาจริงจังกับชีวิตกว่าที่คิด พระเอกมีปณิธานและเป้าหมายเป็นชิ้นเป็นอัน ตัวละครแต่ละคนมีความสมจริงมากกว่า (ยกเว้นพวกในชมรมล่ะกัน...) ไม่มีอีเวนท์คิโม่ยหื่นวิปริตระทึกหัวใจกับสาวๆแบบในอามางามิ ยกเว้นว่าชอบมีคัทแทรกเป็นเซอร์วิสตัวละครแบบจัดๆ เห็นกางเกงในจากมุมที่ไม่สามารถพบเจอได้ในชีวิตประจำวัน แล้วก็มีเยอะเสียด้วยสิ สงสัยจะออกแนวสนองนี้ดอนิเมเตอร์ล่ะมั้ง เพราะจริงๆซีนแทรกพวกนั้นไม่ได้มีผลกับเนื้อเรื่องเลย
เรื่องคุณภาพอนิเมก็อยู่ในระดับสูงเลย สมเป็น Madhouse อ่ะนะ แม้ว่าสาวๆจะอ้วนไปนิด มุมกล้องก็ดูตื่นเต้นคนละแบบกับอามางามิ เรียกว่าไงดี ประมาณว่ามุมกล้องมันไดนามิคมากกว่า ไม่ทื่อๆตรงๆ ดูเคลื่อนไหวตอบสนองมากกว่า และคิดว่าต้องมีคนถามแน่ๆ ตัวละครที่ผมชอบที่สุดก็คือ อุจิดะ>น้องสาว>ถุงน่องดำ>ทุกคนที่เหลือ ครับ
Pros: ถุงน่องเยอะ, อุจิดะ
Cons: อ้วน, มีสาระ
64/100 คะแนน
• องค์ชายจิตป่วนกับน้องเหมียวยิ้มยาก

เรื่องสุดท้ายที่ฉายในซีซั่นนี้ งานล่าสุดของ J.C. Staff ช่วงแรกๆของเรื่องรู้สึกแย่จนเกือบจะปิดทิ้งไปแล้ว แต่พอดูๆไปก็รู้สึกว่าสนุกดีแฮะ รู้สึกเหมือนเอา โองุระ ยุย มาล่วงละเมิดทางเพศยังไงไม่รู้ (นี่ตรูสนุกกับอะไรวะเนี่ย) เสียงง้องแง้งๆงี้เป็นนางเอกก็แปลกดีเหมือนกัน พระเอกฮาปนสมเพช ไม่ค่อยชอบยัยชมรมกรีฑาเท่าไหร่ นอกนั้นโอเค ตอนแรกนี้งานค่อนข้างดีมาก (จริงๆแล้ว J.C. มันเป็นสตูดิโอเทพนะ) ลายเส้นน่ารัก อนิเมสามารถเล่าเรื่องออกมาได้รวดเร็ว และตัวเซ็ตติ้งเองก็น่าสนุกและเข้าใจง่าย ความสนุกของเรื่องนี้อยู่ที่บทพูดลามกสัปดนของพระเอกที่ใช้แทะโลมสาวๆ ซึ่งแม้ว่าจะสนุกดีแต่ก็ต้องแอบขนลุกเป็นพักๆเหมือนกัน...
Pros: โองุระ ยุย, คุณหนู, มุกกวนตีน
Cons: บทพูดที่ชวนขนลุก
67/100 คะแนน
• Oregairu

อีกเรื่องนึงที่สร้างจากไลท์โนเวลที่เหมือนจะมี LC ในบ้านเราแต่ยังไม่ออกซะที ดูเผินๆคิดว่านี่ก็เรื่องแนวกระแสนิยมพื้นฐานให้นางเอกสองคนชิงความนิยมอีกแล้วเหรอ แต่พอๆดูๆไปมันก็มีอะไรเล็กๆน้อยๆที่แตกต่างจากเรื่องอื่นแล้วน่าสนใจ เช่นตัวละครน้อย(แต่เดี๋ยวมันคงออกมาอีกเยอะๆแน่...) ท่าทางของตัวละครที่ไม่ได้เซอร์วิสอย่างโจ่งแจ้งแต่ก็ทำให้รู้สึกหวั่นไหวได้ นางเอกปากหมาๆหน่อย (เอ๊ะ สงสัยผมจะชอบตัวละครปากหมานะ อย่างมาซึสึ@โอเรชูร่าหรือฮิตางิ@บาเกะ แต่ทำไมโยโซระ@เพื่อนน้อยถึงเป็นข้อยกเว้นได้ก็ไม่รู้....) ตัวอนิเมเองคุณภาพอยู่ในระดับธรรมดา ยิ่งถ้าเทียบกับงานหัวดังๆในซีซั่นนี้ก็ยิ่งห่างชั้น แต่การเดินเรื่องด้วยบทสนทนาที่ง่ายๆ และให้ตัวละครแสดงวิธีขบคิดของแต่ละคนไปก็ดูมีเสน่ห์ในตัวเอง สิ่งที่ชอบก็คือเรื่องนี้มีความธรรมดาอยู่ในเรื่องเยอะ ในขณะที่เรื่องอื่นๆต่างพยายามแสดงออกถึงความไม่ธรรมดากัน เป็นเรื่องเดียวในซีซั่นที่ทำให้รู้สึกดีจากตัวของเรื่องที่เล่าออกมาเองจริงๆ
Pros: นางเอกท่าทางจะกินกันเอง, ความธรรมดา, เพลงเปิดของนางิ
Cons: คาแรคเตอร์ดีไซน์หน้าพิลึกๆ, ปมพระเอกดูตื้นๆ
70/100 คะแนน
• Gargantia

โรบอทอนิเมเรื่องสุดท้ายของซีซั่น เขียนบทโดยอุโรบุจิ(มาโดกะ, ไซโคพาส) คาแรกเตอร์ดีไซน์โดยฮานาฮารุ (คามิจู, *เซ็นเซอร์*) ดีไซน์หุ่นอาจจะดูไม่ฟุ้งเฟ้ออลังการเหมือนเรื่องอื่นๆ แต่ถ้าวัดกันที่ประสิทธิภาพอาจจะเจ๋งที่สุดในสามเรื่องก็ได้ สิ่งที่ทำให้การ์กันเทียน่าติดตามก็คือบทที่กระชับมีเหตุผลและเนื้อเรื่องดูน่าค้นหา ครึ่งตอนแรกแม้จะมีแต่ฉากอวกาศ แต่เราก็เข้าใจภาพรวมและองค์ประกอบของจักรวาลในเรื่องได้ ในครึ่งหลังก็ใช้บทพูดไม่มากร่วมกับการกระทำนิดหน่อยก็ทำให้เห็นจุดยืนของตัวละครแล้ว ผนวกกับปริศนาที่วางไว้ทำให้รู้สึกอยากติดตาม ถ้าถามว่าเรื่องนี้ยังขาดอะไรที่สมกับเป็นอุโรบุจิก็คงจะเป็นการพล่ามโลจิคแสนบิดเบี้ยวแต่ว่าเป็นความจริงที่ไม่อาจโต้เถียงได้ (และจะเท่มากเวลาออกมาจากปากตัวละครแก่ๆ)
สาวๆในเรื่องก็สมกับเป็นฮานาฮารุ เนื้อแน่น เต่งตึงเสียทุกคน (กรุณานึกภาพประกอบจากผลงานก่อนๆ :D) แม้ว่าผมจะไม่ได้พิศวาสโรบอทอนิเมเป็นพิเศษแต่การ์กันเทียก็เป็นเรื่องที่มีความลงตัวในหลายๆด้านและรู้สึกน่าติดตามดี ปกติงานของบุทจี้ในตอนแรกๆจะค่อนข้างอืด แต่การ์กันเทียนี่เดินเรื่องเร็วทีเดียว อีกอย่างนึงก็คือเบื่อพวกโอตาคุรากหญ้า ที่พอเห็นชื่ออุโรบุจิปุ๊บก็จะเอาแต่กรี๊ดกร๊าดว่าคนไหนจะตายน้อ คนไหนจะตายน้อ จนไม่สนตัวเนื้อเรื่องอะไรเลย ไม่เข้าใจว่าสมองนี่มีขอบเขตการจดจำได้เพียงแค่เรื่องเดียวหรือไง ปมประเด็นสาระอื่นๆนี่ไม่เคยจะเก็บกันเลย คิดอะไรกันตื้นๆตลอด
Pros: บทแน่น, เนื้อตึง
Cons: เบื่อบุตจี้ เจอหน้ากันมาเป็นปีแล้ว
(มาโดกะ,เฟท,ไซโคพาส) 78/100 คะแนน
ดูแล้วแต่ไม่เขียนเพราะไม่สนใจ: Arata, Leviathan, มุโรมิ
ดูแล้วแต่ไม่เขียนเพราะเป็นภาคต่อ: เพื่อนน้องสาวผมน่ารัก ,รักเตงสองพันเปอ , เรลกันS, อาซาเซลZ
ลืมดูก็เลยขี้เกียจเขียน: Karnerval, มุชิบุเกียว
ไม่ดู: เนียลโกะw
งวดนี้เขียนค่อนข้างมีสาระ...ละมั้ง ยกเว้นเรื่องที่ไม่อยากดู จริงๆซีซั่นนี้มีภาคต่อแบรนด์ดังฐานแข็งอย่างน้องสาวกับเรลกันอยู่ ตอนแรกก็ไม่ได้เรื่องทั้งคู่ซะด้วย ถ้าด่าก็คงจะเรียกแฟนๆได้เยอะ(หัวเราะ) แต่มันซ้ำซากน่ะ อนิเมที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นยังไงก็รู้สึกขี้เกียจเขียน
มีอีกเรื่องที่ดูแล้วชอบแต่ไม่มีช่องจะเขียน คือ Otona Joshi no Anime เป็นอนิเมสั้นสามตอน ไม่ได้เป็น TV Series เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตผู้หญิง แต่ละตอนก็จะมีตัวเอกแตกต่างกันไป เนื้อหาจะผู้ใหญ่หน่อย แปลกดี ถ้ารับได้กับแนวชีวิตแม่บ้าน/สาวออฟฟิศก็แนะนำให้ดู มีอะไรให้คิดเยอะดี แล้วก็เก็บตกเรื่อง Arata naru no Sekai มาดู เป็น เชยไปหน่อย แต่ชอบมาก เพลงเพราะ เป็นแนวแฟนตาซีบนโลกความจริง สนใจก็ลองหามาดูเช่นกัน